มิกกิ's profileMikki_Zz_zzZ แห่งองค์กรล...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 25

    ถ้าอยากรู้สึกดี

              เวลามีเรื่องไม่สบายใจ คนเรามักมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เหมือนกัน ตามสไตล์การใช้ชีวิตและจุดยืนที่ต่างกันออกไป
    แต่ตามสไตล์ ของ คุณกู หรือ ฉันนี่หละ จะเล่าการมีชีวิตอยู่เมื่อรู้สึกไม่สบายได้อย่างไร
     
    ข้อเเรก ::: 
    เมื่อไม่สบายใจ จงหาไอติม หรือไอศกรีม หรือ Ice-Cream เรียกอะไรก้อเหมือนกันหมดแหละ หามันซะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนจงหามันมาให้ได้ ข้อสำคัญ ให้เลือกรสที่ชอบที่สุด ห้ามเลือกรสที่ไม่ชอบเลยนะ ไม่งั้นมันจะกลายเป็น ทำให้ยิ่งหนักใจยิ่งกว่าเดิม พอได้มาแล้ว ก้อจัดการ กิน หรือรับประทานเข้าไปเลย ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าไอติม ฯลฯ จะไม่มีอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
    แล้วความสบายใจก็จตามมาเอง บวกกับค่าไอติมที่ต้องจ่าย ก้อพอจะคุ้มอยู่นะ ^^
     
    ข้อที่สอง :::
    ลองมองอะไรจากที่สูง ลองขึ้นไปที่ๆสูงกว่าระดับน้ำทะเล แล้วกวาดสายตาลงมา ให้มองเห็นทุกอนูบนพื้นโลก ว่ามีอะไรบ้าง ถ้ายังไม่หาย ก็ไปที่ๆสูงกว่านี้อีก ยิ่งสูงยิ่งดี มองลงมาลึกๆ มองให้เห็นโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ มันมีอะไรวางอยู่บ้าง ถ้าจะให้ดี ลองหลับตาแล้วค่อยลืมตาขึ้นมาดูอีกทีก็ได้ จะเห็นว่า มันน่าหวาดเสียวแค่ไหน เราก็จะลืมความไม่สบายใจไปเอง ปล. วิธีนี้มีข้อห้ามคือ ห้ามกระโดดลงมานะ ไม่งั้นคงไม่สบายใจไปอกนานเลยทีเดียว -*-
     
    ข้อที่สาม ข้อสุดท้ายละ :::
    ข้อนี้ขอดูเปงพระเอกหน่อย ข้อสามคือ การมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ มองทะเลกว้างไกล มองไปเหอะ มองให้รู้สึกว่า มันกว้างซะจนไม่มีสิ้นสุด ไม่จบไม่สิ้น ทีนี้ลองนึกความคิด เวิ่นเว้อที่มี ว่าเอาไปใส่ให้ท้องฟ้ามันซะ คิดซะว่าเอาไปฝากไว้ จะได้สบายใจนะ ให้ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ รับความทุกข์ของเราไป แต่มันจะดูไม่ยุติธรรม ถ้างั้น เวลาท้องฟ้า ไม่สบายใจ เค้าก็จะกลั่นความไม่สบายใจเป็นฝนตกลงมา เราก็ไปยืนรับความทุกข์ของท้องฟ้าด้วยกัน จะได้ไม่เอาเปรียบกันดีมั๊ย เราก็สบายใจ ท้องฟ้าก็สบายใจ ><
    January 08

    เขียน...

    น่าแปลกนะ

    ที่ครั้งหนึ่ง เราเคยได้รู้จักกับมันได้อย่างดีเลยที่เดียว

    แต่ ก็เหมือนกับว่า ยังไม่ได้รู้จักมันทั้งหมด ไม่รู้ว่า มันหวานขนาดนั้นมันจะขมไปได้อย่างไร ไม่รู้กระทั่งว่า เมื่อมีมันแล้วเราต้องทำยังไง

    เพียงแต่...เอ่ยปากพูดไป ว่าเรารู้จักกับมันดีพอแล้วนะ สิ่งนี้กลับกลายเป็นการกักความคิดตัวเองว่า เรารู้จักดีพอแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจให้มากมายเลยก้อได้ นั่นคงเป็นเหตุที่ทำให้เรากับมัน ไม่เคยรู้จักกันเลยก็เป็นได้

    ทว่า วันนี้ เราไม่มีมันอยู่แล้ว แต่ว่ามันก็ยังคงไหลเวียนอยู่ภายใต้จิตและความรู้สึกมาจนถึงตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่มันสร้างไว้ ก็คือความรู้สึกต่างๆนาๆ รวมทั้งภาพต่างๆก็ได้ย้อนกลับมาภายในจินตนาการ เหมือนกับว่ากำลังบอกให้รู้ว่านี่แหละคือตัวจริงของมันเพียงแต่สิ่งนั้นก็ ได้รู้ได้คิดได้รู้สึกในคราวที่สายไปเสียแล้วเท่านั้น ทั้งหมดจึงกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ที่บางทีก็แสนเจ็บปวด แต่ทุกๆครั้งไปเมื่อมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม ได้เข้ามาในความรู้สึก ภาพของมันก็จะปรากฎออกมาอีกครั้ง แท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่มันหลบอยู่ภายในจิตใจของเรา เพื่อรอวันที่เราจะมอบมันให้กับใครอีกคนนึงที่พร้อมและยอมรับมัน

     ความ รู้สึกนี้ อาจไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด แต่ว่าความจริงนั้นอยู่ที่ตัวเราจักคิดจักเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ก็แล้วแต่ตัวบุคคล ซึ่งความคิดพิจารณานี้เป็นสิ่งที่เราคิดแต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ยิ่งคิดว่า รู้จักกับมันมากเท่าไร มันก็จะยิ่งห่างเราไปมากเท่านั้น สิ่งสำคัญคือควรปล่อยให้ความรู้สึก พาเราไปจนเจอกับมันด้วยตัวเอง

    "ความรัก"

    September 04

    ไร้สาระ (อีกแล้ว)

    Mikki                : แง่มๆ พักนี้เปื่อยจังเล้ยมีงานมีการทำแล้ว ก้อรุสึกเปื่อยๆพอได้งานเราก้ออยากไม่ต้องทำงานอะไรวะเนี่ย กุเปงบร้าไปแล้วเหรอเนี๋ย โอยยย เคียสๆๆๆๆๆ
    Shadow Mikki    : เปื่อยอะไรไรของเอ็งวะ
    Mikki                : !!! เฮ้ย...แกเป็นใคร ท..ทะมายหน้าตาเหมือนเรา
    Shadow Mikki    : -*-  กุก้อมึงนี่หล่ะ มึงก้อคือกุ กุเเค่อยากคุยกะตัวเองไม่ได้เร๊าะ
    Mikki                 : ง่ะ...ม่ะช่ายผีหลอกแน่นะ (กุกัวผี)
    Shadow Mikki    : เออ..ไม่ช่ายโว๊ย    เอ...ว่าแต่เห็นเมิงบ่นอะไรของเมิงอยู่ได้ กุรำคาญเลยออกมาคุยหน่อย เปงอะไรไปวะ ดูไม่เปงมึงที่เคยเปงเลย
    Mikki                 : นั่นสิ ดูไม่เป็นตัวเองแบบที่เคยเป็นเลย พักนี้ชีวิตบัดซบว่ะ
    Shadow Mikki    : จะพูดถึงเรื่องอะไร งานเหรอ? ความรักเหรอ?
    Mikki                 : งานก้อด้วยแหละ ได้งานที่ๆไม่อยากทำ ก้อเลยเซ็งนินุง
    Shadow Mikki    : ไอ้งานหนังสือน่ะเหรอ 55+ ช่ายๆๆ กุก้อรุสึก น่าเบื่อๆ นั่งทำไปหน้าเครียดไป แต่จะแคร์อะไรล่ะ ก้อไปลาออกมาแล้วนี่หว่า ได้ทำแมชชิ่งแทนแล้วก้อดีแล้วไง
    Mikki                : อืม...นั่นสิ ไหงกุยังรุสึกแบบว่า ไม่ค่อยดีเลยว่ะ สงสัยเพราะกุไปทำให้บริษัทนั้นเค้าเสียเวลากะกุอะ กว่าเค้าจะรับ จะเรียกสัมภาษณ์ ก้อต้องใช้เวลา กุดันชิงลาออกซะงั้น T_T
    Shadow Mikki    : เฮ้อ...ก้อเป็นแบบนี้ซะเรื่อยเลย เห็นใจคนอื่นมากไปป่าว คิดถึงตัวเองม่างก้อได้
    Mikki                : อืมๆ เอาวะ กุตัดสินใจแล้วนี่หว่า ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงกุได้เเล้ว สู้โว๊ยยยย!!!
    Shadow Mikki    : นั่นไงๆ มันต้องอย่างงั้น ตัวกุต้องเข้มแข็งสิว่ะ โฮะๆ
    Mikki                : เฮ้อ....
    Shadow Mikki    : ง่ะ เฮ้ย อะไรอีกว่ะเนี่ย (ทะมายกุเปงคนมีอไรให้คิดมากจังเลยเนี่ย)
    Mikki                : ก้อ...ไม่รุว่ะ กุก้ออยากทำที่แมชชิ่งนะ แล้วก้ออยากวาดการ์ตูน อยาก เขียนหนังสือ อยาก~~~...ฉอดๆๆๆๆๆๆๆ
    Shadow Mikki    : -*- (ฟ๊าววว!!! โป๊ก!!!)เจอสำลีปาหัวไป แสส
    Mikki                 : โอ๊ยยย! แกทำอะไรของแกว๊ะเนี่ย เจ็บนะเว้ย
    Shadow Mikki    : เมิงอายุเท่าไหร่
    Mikki                : ทำไมวะ 22 จะ 23 แล้ว แล้วจะถามหาป้าอะไรวะ  มันเกี่ยวอะไร กุเจ็บนะเว้ย
    Shadow Mikki    : เรื่องของเมิง เมิงพึ่งจะ 22 กว่าๆ เมิงจะตายวันพรุ่งรึไงวะ สิ่งที่อยากทำน่ะ ไม่ใช่ว่าต้องทำเด๋วนี้ซะเมื่อไหร่ ไอ้บ้า จำไม่ได้เร๊าะ ว่าเคยคุยกุไอ้ยูมันไว้ว่าไง ความฝันน่ะ มันไม่ใช่จะสร้างได้ในวันเดียว (โป๊ก!!!) ขออีกทีเหอะ ขอโทษเถอะนะคับ กุยังเชื่อว่าตัวกุไม่ได้อ่อนแอขนาดนี้ ความฝันเมิงก้อความฝันเดวกะกุเนี่ยล่ะ ฉะนั้น เข้มแข็งไว้สิวะ
    Mikki                : T_T ฮือออๆๆ เข้าใจแล้วๆ อะไรกันเนี่ย ไม่คิดว่ากุจต้องให้เมิงมาสอนเลยนะเนี่ย 555+ (ฟิ๊ว)บาทาไร้เงา!!!
    Shadow Mikki    : เอ๋ง...เจ็บนะ จะเอาคืนเร๊าะ ไอ้ Mikki
    Mikki                 : หยุดนะ!!! ถ้ากุเจ็บ เมิงไม่เจ็บรึไง...
    Shadow Mikki    : อ๊ะ!!! เออ เจ็บนี่หว่า เพิ่งรู้สึก T_T
    Mikki                : บ้าบอจิงๆเลยนะ เอ็งเนี่ย
    Shadow Mikki    : -*- กุก้อคือมึงนะไอ้บ้า
    Mikki                 : ถึงตอนนี้ จะเหงาแค่ไหนก้อเหอะนะ มุ่งตามความฝันดีกว่า
    Shadow Mikki    : อาฮะ มันต้องอย่างน๊านนนน
    Mikki                : ว่าแล้ว ไปดูบุญชู กันเถอะ ดีม่ะๆ
    Shadow Mikki    : เออ ดีๆๆๆ กะลังอยากดูพอดี หุหุ
    Mikki                : ฮามากอะ มันบอกว่า "ตัวฉัน ชื่อฟัก นาลสกุล อยู่แม้น    ฟัก อยู่แม้น"
    Shadow Mikki    : ก๊ากกกกกก~~~~ ฮาจิงว่ะ ไม่ได้ละต้องไปดู 555+

    March 19

    บทสรุปความเหงา

    mustsaygoodbye

     
    "บทสรุปความเหงา คือการที่คนเราไม่ยอมหยุดคิด"
     
    คำพูดนี้อาจใช้ได้ดีกับผมในขณะนี้...
    ช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานกำลังจะหมดไป
    หลายๆอย่างมันเข้ามาในชีวิตทำให้อะไรๆเปลี่ยนไป
     
    เวลามันช่างเร็วเหลือเกิน เร็วเกินกว่าใจจะตามทัน ว่ามั๊ย
    อะไรๆมันก้อเริ่มยากขึ้นกว่าเดิม ชีวิตมันเริ่มยากขึ้นกว่าเดิม
    แล้วอะไรต่างๆที่ กระหน่ำเข้ามาในช่วงนี้มันทำให้ผมเริ่ม "เปื่อย" (ขอใช้คำนี้)
    มันต้องทำอะไรซักอย่างให้อะไรๆแบบนี้มันจบไปซะที
     
    เรื่องราวตั้งแต่เด็กจนถึงเดี๋ยวนี้ มันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
    เรื่องอนาคตก้อเริ่มวิ่งผ่านมาบนหัว
    คิดว่าทำยังไงกันปัจจุบัน เพื่อวันข้างหน้าจะได้อยู่ต่อไป
    แล้ววันข้างหน้าจะอยู่ยังไง
    แล้วตอนนั้นจะยังมีใครอยู่ด้วยกันหรือป่าว
    แล้วทุกๆคนจะเปลี่นไปไหม
    แล้วตัวเราจะเปลี่ยนไปไหมนะ
    ยัง...
    ยังฟุ้งซ่านได้อีก
     
    ไม่รู้สินะ อยากให้ใครบางคน ไม่สิ
    ตอนนี้อยากมีใครบางคนที่เข้าใจเรา
    ขอแค่อยู่เป็นกำลังใจเท่านั้นแหละ
    ขอแค่นั่งมองเรา คอยดูเรา
    ไม่ต้องพูดอะไรก้อได้ ไม่ต้องให้กำลังใจแต่อย่างใด
    แค่อยู่ แค่บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้ ก็พอ...
     
     
    mikkitone
     
    บทสรุปของสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ
    คนเราถ้าหยุดความคิดได้ ตอนนี้ผมก็คงไม่เหงาล่ะมั๊ง
     
    Mikki.
    February 16

    ช่วงชีวิตหนึ่ง...

     
    ครั้งหนึ่ง...
     
    เคยจำได้ว่าเพื่อนในคณะมีใครกันบ้าง(แม้จะจำได้ไม่หมด)
     
    จำได้ว่าวันแรกของการเรียนก็โหดร้ายแล้ว
     
    จำได้ว่า ที่มอโคตรกันดารเลย
     
    ยังจำได้ว่าเราได้เล่นดนตรีที่นั่น จำได้ว่างูกะปเป็นอย่างไร 
     
    ยังจำได้เลย ว่าคนที่เข้าเรียนคาบ คอมกราฟไม่ทันต้องจ่าย 20 บาทเข้าคณะ
     
    ยังจำได้ว่า เคยไปหนองจิกตอนเที่ยงคืน เคยจำได้ว่า ได้นั่งทำงานยันเช้า
     
    เคยจำได้ว่า เวลากินข้าวกับเพื่อนๆคือเวลาที่มีความสุขที่สุด
     
    ยังจำได้เลยว่าเคยง้อเพื่อน(ผู้ชาย)ยิ่งกว่าง้อผู้หญิงเสียอีก
     
    เคยจำได้ว่าไปขี่จักรยานตอนฝนตก เคยจำได้ว่าได้เดินรอบมอเวลาที่เครียด
     
    เคยจำได้ว่าโดนเพื่อนแกล้งในวันเกิด เคยจำได้ว่า รอเพื่อนอาบน้ามจนเราต้องโมโห
     
    เคยจำได้ว่า หลังมอคือแหล่งอาหาร เคยใจำได้ว่านั่งทำสต๊อปโมชั่นอย่างสนุกสนาน
     
    เคยจำได้ว่าชอบใครที่นั่น เคยจำได้ว่าเกลียดใครที่นั่น เคยจำได้ว่า โดนหลอกมายังไงบ้าง
     
    เคยจำได้เวลาที่เราเศร้าจะมีเพื่อนคอยอยู่ข้างเรา
     
    และที่สำคัญเราจำได้ว่า พวกเราคือเพื่อนกัน
     
    และจะจำไว้ว่า เราคือเพื่อนกันตลอดไป
    December 05

    พ่อหลวง

     
     
    ขึ้นต้นก็ขอบอกกล่าวกันก่อนว่า...ที่เรามักจะพูดว่า 
    อยากจะถวายความจงรักภักดีต่อองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว....นั้น 
    เป็นคำพูดที่ผิด
     

    เพราะความจงรักภักดี "ถวาย" ไม่ได้  เป็นนามธรรมเป็นความรู้สึก
    ต้องใช้คำว่า "แสดง"  คือการกระทำให้เห็นว่า "รู้สึก" อย่างไร ?
    การแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดีนั้น
    ไม่ใช่เพียงแค่พูดว่า "รัก"   หรือ "เทิดทูน"  ด้วยลมปากเท่านั้น
    จะรักในหลวงเพียงแค่คำพูดเท่านั้นหรือ ?

    ทำไมไม่ "แสดง" ให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรหรือได้ทรงรับรับรู้ว่า  เรารักพระองค์ท่านเพียงใด
    เวลาที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชกระแส  ทรงมีพระกระแสรับสั่ง หรือทรงประทานข้อคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในโอกาสใด
    ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านต้องการให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน "กระทำ" ทั้งนั้น
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
    การประพฤติปฏิบัติเป็น "คนดี "ของสังคม
    การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
    การทำตัวเป็นประโยชน์ของสังคม
    การมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    การประหยัดอดออม
    และอีกมากมายหลายอย่างหลายเรื่อง  ที่ได้ทรงมีพระราชกระแส

    ถามว่า....เราจะเอาแต่ฟังพระองค์ท่านรับสั่งแค่นั้นเหรอ...
    เวลาที่พ่อแม่เราสอนอะไรให้เราฟัง...ให้เราเชื่อ....ให้เราทำตาม
    เรายังฟัง...เรายังเชื่อ....เรายังทำตามเลย
    แล้วนี่ปากเรา....ใจเรา.....บอกว่านับถือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.....นับถือพระองค์ท่านเป็น "พ่อ"
    เราจะไม่ปฏิบัติตามที่ "พ่อ" ของเราได้บอกกล่าวให้เราฟัง..ให้เราเชื่อ...ให้เราทำตาม...เลยหรือ ?

    เคยได้ดูรายการ "เจาะใจ" เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา  ทางรายการได้เชิญคุณวิวัฒน์ มาร่วมรายการ
    คุณวิวัฒน์เคยทำงานในโครงการพระราชดำรินานถึง 15 ปี  ปัจจุบันได้ออกมาเป็นเกษตรกรอิสระเต็มตัว  ทำนา  ทำไร่  ทำสวนเกษตร....
    ประสบผลสำเร็จมากกมายมหาศาล 
    เพราะได้ใช้ความรู้ที่ได้รับมาจากความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงประทานเป็น "วิยาทาน"  ให้ "คนทั้งแผ่นดิน"
    คุณวิวัฒน์รู้จักหยิบ  รู้จักเอาส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองอามาใช้

    จะบอกว่า..ชื่นชอบที่คุณวิวัฒน์บอกว่า....
    "สิ่งที่ในหลวงท่านบอกท่านพูดนั้นมีมากมายหลายเรื่อง  แต่ถ้าเราเลือกเอาสิ่งที่ท่านพูดมาเพียงเรื่องเดียว
    แล้วนำเอามาปฏิบัติอย่างจริงจัง  เอาเพียงเรื่องเดียวก็พอ  ขอให้ทำอย่างจริงใจ  ตั้งใจ 
    ด้วยใจที่มุ่งมั่น  ก็น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีที่ถูกต้อง  และดีที่สุด"
    (ข้อความอาจไม่ถูกต้องทุกตัวอักษร  แต่ความหมายรวมคงประมาณนี้)

    ผมฟังแล้ว..เป็นปลื้ม....ถ้ามีคนไทยทำตามอย่างที่คุณวิวัฒน์บอกเพียงครึ่งเดียวของประชากรทั้งหมด...
    บ้านเมืองเราคงเจริญ....และพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่านี้
    พวกเราทุกคนพร้อมกันหรือยังครับ...
    เลือกเอาสิ่งที่ "พ่อ" ท่านสอน  ท่านบอก ท่านแนะนำ...
    เลือกเอามาเพียง 1 เรื่อง (อย่างน้อย) ก็พอ 
    เพราะเวลาที่ "พ่อ" ท่านบอก...ท่านบอกแต่สิ่งที่ดีๆ ทุกเรื่อง
    แล้วตั้งใจทำอย่างมุ่งมั่น  ด้วยใจที่อยากแสดงให้ "พ่อ" ท่านเห็นว่า  เราทำตามคนที่เรารักบอก
    อย่ารัก "พ่อ" แต่ปาก
    แต่ขอให้รักด้วยการกระทำ
    ผมก็เชื่อว่า....สิ่งที่เรา (จะ) ทำตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำนั้น 
    เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการมากที่สุด

    อย่าลืมนะครับ...
    อย่ารัก "พ่อ" แต่ปาก
    แต่ขอให้รักด้วยการกระทำ......
    แล้ว..คุณล่ะครับ....
    จะเริ่มต้น "รักพ่อ" ด้วยการกระทำอะไร ?
    November 29

    ใบไม้...ต้นหญ้า

    ลมแรงแค่ไหนก้อโอนอ่อน
    ทานแรงไม่ไหวก้อไหวไปตามสายลม
     
    ต้นหญ้ากับใบไม้ ดูจะเป็นความรู้สึกของเราได้อย่างถูกต้องเลยนะ
    แต่ว่านะ ตอนนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน
     
    ใจน่ะนะ
     
    เหนื่อยใจ เราทำสิ่งที่คิดว่าน่าจะถูกต้อง
    และโอนอ่อนต่อทุกคนได้
     
    สุดท้าย กลับเดินพลาด
    เสียอะไรหลายๆอย่างไปโดยไม่รู้ตัว
     
    ผิดพลาด...
     
    เฮ้อ...เราไม่ใช่เทวดานะ ที่จะมายอมให้ใครๆได้ทุกเรื่อง
    ในความจริงเราก้ออยากจะยอมหรอก
     
    แต่มันเหนื่อยจนทนไม่ไหว
     
    กุจะไม่ไหวแล้วน้า
     
    เฮ้อ...เอาเถอะ ให้กำลังใจตัวเองดีกว่า
    สู้ๆเว่ยไอมิก
     
    October 05

    ไร้สาระ...

    ความว่างเปล่าบนความไม่ว่างเปล่า
     
    Shadow Mikki : "ถามไรหน่อยดิว้า?"
     
    Mikki             : "มีอะไรก้อว่ามาดิว้า..."
     
    Shadow Mikki : "ช่วงนี้ไมเอ็งดู ไม่ขยันเลยว่ะ"
     
    Mikki             : "-*- แล้วไมว่ะ ก้ออยากพักม่างอ่ะ เหนื่อยมาเยอะแล้วว่ะ"
     
    Shadow Mikki : "เฮ้ย! งานจารย์โปร พี่ติ พี่ธเนศก้อยังไม่เสดเนี่ยนะ
                            ไหนจะทีสิดอีก พักได้ไงว่ะ" 
     
    Mikki             : "กึก....."
     
    Shadow Mikki : "พูดไรบ้างสิ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิตเอ็งเหรอ"
     
    Mikki             : "..."
     
    Shadow Mikki : "เฮ้! เวลามันไม่รอหรอกนะเฟ้ยยยยย"
     
    Mikki             : "ว้ากกกกกกกกก ทำไมต้องเอามาพูดตอนนี้ด้วย รับไม่ได้แล้วนะ"
                           "ว้ากกกกกกกกก ทำไมงานมานช่างมากมายขนาดนี้ จะทนไม่ไหวแล้วนะเฟ้ย!"
     
    Shadow Mikki : "ไอบ้าเอ๊ย !!! เวลาแบบนี้ กำลังใจที่เอ็งมีมันหายไปไหนหมดว่ะเนี่ย
                             ไม่คิดว่านี่มันชีวิตนะเว้ย เครียดแทนตัวเองจริงๆว่ะ"
     
    Mikki             : "T_T ทำไมกัน ทำไมกันๆ ทำไมชีวิตตู ถึงได้ดูยุ่งเหยิงขนาดนี้ โว้ยยยยยยยย!"
     
    Shadow Mikki : "เฮ้ย...ใจเย็นสิ ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอนะ พี่ตูนบอกไว้ไง"
     
    Mikki             : "อ๊ะ!  นั่นสินะ ...พี่ตูน...  พี่ตูนอุตส่าห์พูดไว้ขนาดนั้น แล้วเรามัวทำอะไรอยู่นี่"
     
    Shadow Mikki : "^^ (เริ่มคิดได้แล้วสินะ)"
     
    Mikki             : "งั้น...ขอเล่นเกมแป๊บนึงดีกว่า เฮ้อ สบายใจละ ได้โวยวาย 555+"
     
    Shadow Mikki : "ง่ะ.....อะไรกันเนี่ย                        เจ้าบ้า!"
     
    ตุ๊บ! ตั๊บ! ผลั่ก! ตู้ม!
     
    Mikki             : "อ้ากกกกกกกกกก โอ๊ยยยย "
     
    Shadow Mikki : "ที่พูดพร่ำมาตั้งนาน แค่อยากระบายเเค่นั้นเร๊าะ!!! ฮึ่ม มันน่ามั๊ย...."
     
    Mikki             :"แอ๊!!!ขอโต๊ดก๊าบ ต่อจากนี้ จะตั้งใจทำงานแล้วก๊าบ"
     
    Shadow Mikki : "หึๆ นั่นล่ะ อย่าให้เห็นอีกนะ ว่าแอบไปชิวอีกน่ะ ฮึ่ม!"
     
    Mikki             : "T_T คั๊บผม"
     
    ไร้สาระพอแล้วเรา...
     
    สุดท้ายคงต้องพยายามต่อไป
    กับตัวเอง...และ
    ความฝันอันแสนไกล
     
    Mikki.
    October 01

    สุรเสียงแห่งคำนึง

    มันเป็นวันนึงที่ฝนดูเหมือนจะตกแหล่มิตกแหล่
    ...
    ค่ำคืนนั้นผมนั่งทานก๋วยเตี๋ยว ที่ทานกี่เที่ยวก้อไม่รู้ลืมรสมัน
    หากแต่สิ่งนั้นมิใช่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอื้ออึงเท่า
     
    เสียงสั่นในย่ามที่ใส่ของกางเกงที่สวมใส่นั้นโทรศัพท์ผมดังขึ้น
    เมื่อผมเอื้มมืออันน้อยนิด หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องนั้น ฉายเเววตามองไปที่หน้าจอ
     
    บังเกิดบุคคลผู้หนึ่งซึ่งโทรมาหาผมยามวิกาล
    ความเงียบสงัดท่ามกลางความเดือดดาลของสังคมช่วงนั้น ผมกดปุ่มรับไปทั้งอย่างนั้นโดยมิลังเล
     
    "เฮ้ย มิกพุ่งนี้กุไปเอาชีทที่หอมึงไดป่าววะ"
     
    เสียงบุคคลผู้ซึ่งผมจำได้ว่าเค้าเป็นใคร บุลคลผู้ซึ่งรู้จักกันทั่วหน้าหล้านภาของคณะไอซีที
    "เทพเเซม"
     
    ความตื้นตันปรากฏบนใบหน้าของผม ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่ในสายตาของท่านผู้นั้น
    ความปลื้มปิตินี้ทำให้ผมตกลงยอมรับทุกอย่างที่ท่าน....ผู้นั้นเรียกร้องมา
     
    "ได้ๆ งั้นพุ่งนี้ จะไปติวที่ท่าพระ จะเอาชีทไปให้ด้วย"
    "เฮ้ย... ไปเช้าๆนะ เด๋วกุอ่านไม่ทัน"
    "งั้นไปแปดครึ่งเลยดีม่ะ"
    "อื้อ"
     
    สิ้นเสี้ยงนั้น หลังจากวางสายนั้นไป หัวใจของผมก็พองโต
    คืนวันนั้นผมนอนไม่ค่อยหลับ แม้จะนั่งนับแกะไปไม่รู้กี่ร้อยตัว
     
     
    ...
    เช้าวันนั้น ผมตื่นมาแบบตื่นตระหนก
    "8 โมงครึ่งตามนัดแล้ว เทพเเซมจะไปรอเรามั๊ยเนี่ย"
    ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นมาหนักยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุวางอยู่กลางอก
    ผมโทรไป แต่ท่านผู้นั้นก้อไม่รับความสะเพร่าของผม ผมจึงยิ่งเสียใจมากขึ้น
    แต่ทันใดนั้น
    เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง
     
    "มิก เปลี่ยนเป็นเก้าโมงได้มั๊ย"
     
    ผมก้อเริ่มเข้าใจ ท่านผู้นั้นขึ้นมาทันใด
    หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก(เวลาใกล้เก้าโมง)
     
    "มิก เป็นเก้าโมงครึ่งนะ"
    "   -*-   "
     
    วันนั้นสุดท้ายผมก้อได้เจอท่านผู้นั้นและนั่งอ่านหนังสือกัน
    คำพูดที่ทำให้ผมประทับใจคำนึงหลุดออกมาหลังจาก
    "แซม กุว่ารอโยดีกว่าจะได้อ่านรู้เรื่อง"
     
    .
    .
    .
    .
    .
     
    "เฮ้ย! อย่าหวังพึงคนอื่นสิ ต้องพึงตัวเอง!!!"
     
     
    คำพูดนั้นจะเป็นคำที่ผมประทับใจและจะไม่มีวันลืมเลือนเลย
    ขอบคุณเทพแซมมากครับ
    Mikki.
    September 29

    วัันฝนซา...แห่งความทรงจำ

    วันแรกของการเรียน ม.4
    จำได้ว่า...









    "โอ๊ย!!!"
    "ใครเตะบอลมาทางนี้ เนี่ย..."

    "อ้าว..."

    เพื่อนผม 2 คน
    กำลังม่วนกับการเตะบอลพลาสติก

    "เล่นไรกันเหรอ"
    "เตะบอลไง มาเล่นด้วยกันดิ"
    "อื้อ ^^"







    คำชักชวนในวันนั้นสินะ







    ฟุตบอลเหรอ...






    สนุกจัง









    แล้วเย็นวันนั้น
    ผมก้อเดินกลับบ้านเหมือนทุกครั้ง
    ทีต่างไป







    คือผมได้เตะบอล ได้เล่นฟุตบอล







    แล้วฝนก้อ
    ตกลงมาซะอย่างนั้น
    นั่นไม่ได้ทำให้ผมหยุดยิ้มกับสิ่งนั้นได้เลย

    Mikki.
    September 22

    สิ้นหวังหรือ?

    เปล่าเลย...
    ไม่ได้สิ้นหวัง
    ไม่ได้หมดหนทาง
     
    เพียงแค่กำลังใจ ไม่มี ไม่ได้หวัง
    เพียงแค่เรายังมีลมหายใจ
    เพียงแค่นั้น
     
    เรายังอยู่นี่
    ชีวิตก้อต้องเหนื่อยบ้าง
    อุปสรรคมีบ้าง
     
    ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย
     
    วันนี้เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิตแล้ว
     
    ขอบคุณอุปสรรคและขอบคุณความพยายาม
     
    เราจะก้าวต่อไป
     
    เพราะว่าเรายังมีวันพรุ่งนี้เสมอ
     
    Mikki.
    September 06

    กฏความเป็นไปของโลก(ขำๆ)

    จริงเหรอ.. เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตา
    เพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควร เช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร
    แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อนออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร
    กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่

    เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้ เกิดบ่อยกับทุกคน
    จนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี่" ความว่า

    "ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก"

    นอกจากกฎของเมอร์ฟี่ ยังมีกฎอื่นๆที่มีผู้สังเกตพบมากมาย
    สมควรรวบรวมไว้ดังนี้

    1. กฎความเป็นไปได้
    ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ
    และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม

    2. การดูดวง
    หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว
    แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด

    3. กฎแห่งความแม่นยำ
    หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด

    4. กฎของหาย
    ของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มัน

    5. กฎของเมธี
    เลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือ เลขที่จะออกงวดนั้น และ หวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับ
    หวยที่ออก หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง
    แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง และ ถ้าเราซื้อทั้งสองแบบ
    ..มันจะไม่ออกเลย

    6. กฎแรงโน้มถ่วง
    วัตถุ 2 ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากัน
    จะตกถึงพื้นด้วยความเร็วขนาดที่ทำลายทรัพย์สินได้มากที่สุด เท่าๆกัน

    7. ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ
    หนังสือปกสวย ..เนื้อในมักห่วย
    หนังสือปกขี้เหร่ ..เนื้อในห่วยกว่า !!

    8. กฎห้ามพูด
    คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า "เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ"
    กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง
    ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา
    และถ้าหวังสิ่งดี.. สิ่งเลวก็จะมาหา

    9. กฎของโฮว์ (Howe's Law)
    มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ

    10. กฎของไซเมอร์กี้
    ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอ

    11. ข้อสังเกตของอีตัวร์
    รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรา

    12. กฎการแก้ปัญหา
    ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆ อยู่ภายใน
    ซึ่งพร้อมจะขยายตัวแทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง

    13. กฎทอง
    คนมีทองคือคนออกกฎ

    14. ธรรมชาติของมนุษย์
    มนุษย์เรามีสองประเภท
    ประเภทแรก คือ คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวก
    ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก

    15. กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล
    คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอน
    คนที่มีนาฬิกาเพิ่มมาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้อง

    16. กฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำ
    การเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยาก
    เพราะงาน 90 % แรก จะกินเวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการ
    ส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ

    17. กฎของโอ'รีลลี
    สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ การทำโต๊ะทำงานให้สะอาด

    18. กฎของลีเบอร์แมน
    นักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร

    19. กฎน้ำพริกถ้วยเก่า
    เสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่

    20. ข้อเท็จจริงขององค์กร
    ในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียว
    ที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ นี้จะถูกไล่ออกเสมอ

    21. กฎการโต้เถียง
    คนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มาก

    22. กฎการทำงานเป็นทีม
    เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี

    23. กฎการมองโลก
    มนุษย์ สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย
    ส่วนที่เหลือ...มองร้ายกว่า
     
    June 28

    คิดถึง

    ขึ้นรถ.....
     
    จนถึง................
    ถนนเส้นยาวพาดผ่านกลางพื้นหญ้า
    ด้านข้างมีต้นไม้อยู่ประปราย
    ภายในมีการก่อสร้างซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ
     
    เรานั่งรถไปในวันนั้นเพื่อหวังว่าจะได้มีที่เรียนกะเค้าบ้าง...
    ในบรรยาศของความรู้สึก
     
    "กันดารว่ะ กุไม่อยู่หรอกที่แบบนี้"
     
    แล้วโชคชะตาก้อพาเราให้จำต้องมาอยู่ที่นี่
    ผลจากการสอบเอนท์ไม่ติด
    ผลจากการที่คณะโทรมาขอให้ไปเรียนที่นั่น
     
    และแล้ววันแรกของการเรียน
    "ว้ากกก ทำไมการบ้านหนักเยี่ยงนี้ กุม่ายไหวแล้ว"
     
    "สวัสดีคับ อาจารย์ ชัยชาญ >_<"
     
    ปีแล้วปีเล่า
    เพื่อนๆมากมาย
    รุ่นน้องที่ผูกพัน
    ร้านพี่เหมี่ยวเอย หลังมอเอย
    หัวหิน งานเฟรชชี่ ดนตรีที่ได้เล่น
    งานศิลป์ที่ได้จับ
     
    ความรู้สึกเหรอ
     
    ....
    ...........
    .................
     
    วันสุดท้ายของการได้อยู่ในห้อง 2314
    เดินจับนู่นจับนี่ ยกมือไหว้(ติงต๊องว่ะ) ขอบคุณเตียงที่ให้เรานอน
    ออกไปเดินรอบมอ
     
    "เฮ้อ...ร่ำลาวิทยาเขตเพชรบุรี"
     
    เราพูดออกไปจริงๆ และมัน.....
     
    ซิกๆ คิดถึงจังเลย
     
    ๐ Mikki ๐
     
    May 08

    ต้นกำเนิด Seal

    Seal
     
    แรกเริ่ม บนโลกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิต ความมืด แสงสว่าง รวมถึงสิ่งของทั้งของแข็ง, ของเหลวและก๊าซล้วนรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว
    วันหนึ่งเทพ Marucurd ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งโลกได้พ่นประกายไฟนับไม่ถ้วนขึ้นมาจากทะเลแห่งเพลิง
    ประกายไฟที่ติดอยู่เต็มในท้องฟ้ากลายเป็นดวงดาว ดวงที่ใหญ่ที่สุดคือดวงอาทิตย์
     
    เนื่องจากดวงอาทิตย์แผ่ความร้อนเผาผลาญโลกไม่หยุดหย่อน
    เทพ Yesod ผู้เป็นรากฐานของสรรพสิ่งจึงเทน้ำกรอกโลกจนเต็ม ดับดวงอาทิตย์ลงไปในวันที่ 3
    เทพ Hode สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองได้ใช้ดินโคลนสร้างแผ่นดินขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีแผ่นดินเว้าแหว่งปรากฏอีกต่อไป
    วันที่ 4 เทพ Dean สัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม ใช้เหล็กกล้าสร้างสะพาน
    ในวันสุดท้ายเทพ Tiperet สัญลักษณ์แห่งความรักปลูกพืชพรรณต่างๆ ไว้บนแผ่นดิน การสร้างโลกจึงสำเร็จลง
     
    ในยุคของการสร้างโลกนั้น โลกได้รับพรจาก Elim ทุกสิ่งจึงดำเนินไปอย่างสุขสันต์งดงาม
    แต่แล้ววันหนึ่งเงาของเหล่า Elim พลันบังเกิดชีวิตขึ้นและได้รับการเรียกขานว่า Balie
     
    นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความวุ่นวาย
    เริ่มจาก เทพเงา Meera สัญลักษณ์การสาปแช่งถือกำเนิดขึ้นจากเขาของ Keterr ผู้ปกครอง ,
    เทพ Pumuse แห่งความเจ้าเล่ห์ กำเนิดจากเทพ Hawkma ผู้ทรงปัญญา,
    เทพ Shahann สัญลักษณ์แห่งอำนาจ กำเนิดจากเทพ Haesed ผู้เมตตา,
    เทพ Poepusสัญลักษณ์ผู้พิชิตกำเนิดจากเทพ Dean สัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม ,
    เทพ Zakiel ตัวแทนความเคียดแค้น กำเนิดมาจากเทพ Tiperet สัญลักษณ์แห่งความรัก ,
    เทพ Hanaiel สัญลักษณ์แห่งล้างผลาญฆ่าฟัน เกิดจากเทพ Nepall สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ,
    เทพ Sollaan สัญลักษณ์แห่งความมืด กำเนิดจากเทพ Hode สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง ,
    เทพ Galadriel สัญลักษณ์แห่งความวุ่นวายเป็นเงาของเทพ Yesod สัญลักษณ์แห่งรากฐาน ,
    เทพ Sandalpone สัญลักษณ์แห่งการทำลายกำเนิดจากเทพ Marucurd
     
    สัญลักษณ์แห่งโลก Balie เริ่มทำลายล้างโลก โรคร้ายและสงครามทั้งมวลล้วนเกิดจากน้ำมือพวกเขา
    ยิ่งกว่านั้นเทพมาร Sandalpone สัญลักษณ์แห่งการทำลาย ได้ขังเทพ Marucurd ไว้ในถ้ำของตน
     
    ร่างแบ่งภาคของเทพ Marucurd ซึ่งยังเยาว์วัย ตื่นขึ้นมาในเวลาเช้า ไม่พบเห็นร่างต้นของตนจึงเดินทางไปตามถ้ำของ Sandalpone
    เมื่อ Marucurd ผู้เยาว์วัยเดินทางมาถึงถ้ำที่กักขัง เทพ Marucurd สัญลักษณ์แห่งโลกก็ได้ตายไปแล้ว
    เขาเรียกร้องให้เทพ Sandalpone ที่เพิ่งลอกคราบเปลี่ยนร่าง มอบซากของมารดาคืนมา
    เนื่องจาก Sandalpone พึ่งแปลงเป็นร่างใหม่ยังไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆ
    จึงกินซากร่างเข้าไป Marucurd ตนใหม่เห็นมารดาถูกกินต่อหน้าจึงปล่อยอสนีบาตมหึมา
    เป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
     
    สงครามระหว่าง Elim กับ Balie ยืดเยื้อยาวนานถึง7 พันวัน
    โลกที่มีอยู่ทั้งหมดมลายหายสูญไปจนสิ้น จมหายเข้าไปอยู่ในส่วนลึกสุดแห่งความเวิ้งว้างของจักรวาล
    Elim กับ Balie เองก็กำลังจะตาย
    มหาเทพ Elios เห็นโลกตกอยู่ในความคับขันถึงที่สุด
    จึงคว้าจับผืนแผ่นดินกับเสา 4 ต้นค้ำยันผืนดินเอาไว้ และชุบชีวิตให้สรรพสัตว์ที่เผชิญหน้ากับความตายฟื้นคืนขึ้นมาใหม่
    ดินแดนที่เกิดใหม่นี้ก็คือแผ่นดิน Shiltz ในปัจจุบันนั่นเอง
    Elios กล่าวแก่ Elim กับ Balie ด้วยโทสะว่า:
    « ห้ามก่อสงครามขึ้นอีก พวกเจ้าจะต้องไปกำเนิดใหม่ด้วย »
     
    ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเลือกเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาจะคุ้มครองดูแล
    Elim เลือกมนุษย์,
    Balie เลือกเผ่าพันธุ์ Bale
    เผ่าพันธุ์ Bale มีวิวัฒนาการจากพืชและสัตว์ที่อยู่ในศิลาแห่งความวุ่นวาย มีรูปร่างแปลกประหลาด และสมองที่โง่ทึบ แต่มีพละกำลังมากมาย
     
    จากนั้นมาก็ไม่พบร่องรอย Elim ในโลกอีก Balie ที่สูญเสียรูปกายและสัมปชัญญะก็เข้าสู่การหลับใหลอันยาวนาน
     
    ’ผนึก(Seal)’ คือเวทมนตร์ที่ค้นพบในสงครามระหว่าง Elim กับ Balie
    แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สามารถใช้เวทมนตร์นี้มีเพียง Erasnets ผู้เป็น Great magician เท่านั้น
    Erasnets ถ่ายทอดเวทมนตร์แก่กษัตริย์ Keterr ผู้นำของเหล่ามนุษย์ และแต่งตั้งเขาเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรสืบไป
     

    ++แบ่งร่างประกอบงาน เย้ย!!++

    โอ๊ย!!! อยากแบ่งตัวได้อย่างอะมีบา...

     

    ป็นคำพูดของคนเราที่อยากมีเวลาทำงานได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

    แต่ในความจริงแล้ว คงเป็นไปไม่ได้หรอก ฮึ่ย!!!  

     

    ช่วงนี้งานแยอะมากเลยอ่ะไหนจาต้องฝึกงาน ทำงานเว็บให้น้า ทำสื่อการสอน ไหนจะต้องทำการ์ตูนส่งหนังสือ

    แล้วยังมีการ์ตูนของเรากะไอ้ยูอีก (T_T)

    เอาเวลาที่ไหนทำล่ะค๊าบบ เฮ่อ...เวลาที่เราจะตั้งใจอะไรซักอย่างมันเหนื่อยโคตรเลยอ่ะ

    แต่ก้อนะแบบว่าเราก้อเตรีรยมใจมาแล้วอ่ะ แต่คงยังไม่พออ่ะที่เตรียมมามันน้อยไป (แป่ว...)

    คงต้องพึ่งบุญแล้วมั๊งเนี่ย เทพยาดา ฟ้าดิน ได้โปรดช่วยลูกด้วย ขอให้ลูกประสบความสำเร็จในงานที่กล่าวนี้ด้วยเถอะครับ

     

    เอ๋...หรือนี่เป็นสัญญาณบอกว่าเราโตขึ้นแล้วนะ (แต่ยังไม่แก่นะ...ไม่ยอมรับซะอย่าง)

    เพราะว่าพอเราโตขึ้นก้อต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้น

    สิ่งนี้ล่ะ จะทำให้เรามีความพร้อมก้าวไปในอนาคตไง(เสี่ยวป่าวว่ะคำพูดนี้)

    ปัญหามันก้อตรงที่เราจะทำได้หรือป่าวเนี่ยดิ

    เอาใจช่วยตัวเองแล้วกัน สู้ๆ (T_T)

     

    ขอบคุงทุกคนนะที่คอยเปงกะลังใจให้น่ะ (มีหรือป่าวก้อไม่รู้ หุหุ)

     

    ,Mikki

    March 10

    ความสุขรอบตัว


    ในหนึ่งวันเรามีความสุขมากมายเเค่ไหนกันนะ เคยลองคิดมั่งป่าว
    เราเป็นหนึ่งคนที่พยายามมีความสุขอยู่ตลอดเวลา
    ไม่รู้ว่าการที่เราเป็นแบบนี้ มันคือการหลอกตัวเองหรือป่าวแฮะ
    แต่เรารู้สึกได้เวลาที่ทุกๆคนมีความสุขไปกันเรา
     
    แต่ว่า...
     
    ตอนนี้สิ กลับทำไม่ได้แล้วล่ะ
    รู้มั๊ยแค่ฟังเพลงก็สามารถมีความสุขได้ แต่เพลงที่เราฟังตอนนี้สิ
    ไม่ว่าชีวิตเธอเป็นแบบไหน ของพาย โอ้แม่เจ้า มันเศร้าซะเหลือเกิน
    พอฟังแล้วคิดถึงคนๆหนึ่งที่เราชอบมากๆ
     
    เรื่องเศร้าก็คือ
    เราจะต้องทำเป็นไม่ชอบเค้า
    เราไม่ได้ชอบเธอซะหน่อยคิดดมากไปเองป่าวเนี่ย
    ความจริงแล้ว
    เราชอบ ชอบเธอมากๆ
    ไม่รู้จะบอกเธอยังไง
    อยากบอกให้รู้ไว้นะว่าทุกวันนี้
    ไม่ว่าอะไรก็เป็นเธอไปหมดอ่ะ
     
    แต่ว่า

    ด้วยฐานะของเรา และความรู้สึกของเธอที่เราไม่รู้
    ด้วยการต้องจากไกล
    ด้วยอะไรหลายๆอย่าง
    เรากลัวว่าเธอจะชอบเรา
    (นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการมากๆ)
    แต่เราไม่อยากให้เธอมาชอบเราทั้งๆที่เราอยากให้เธอมาชอบเรามากๆเลย
    อาจฟังดูแล้วงงๆนะ แต่ว่านะคิดว่า

    เราต่างกันมั๊ง

    .
    ...
    .....
    .......
    ..........
    January 16

    คนเกิดวันที่ 5

    คนเกิดวันที่ 5
    นักอุดมการณ์ หรือบางทีก็เผด็จการ
    ถ้าคนที่คุณรักใคร่คบหาอยู่ขณะนี้เกิดวันที่ 5 ของเดือนใดก็ตาม คุณก็ต้องตระหนักไว้ว่า คุณได้คบกับคนที่มีลักษณะนิสัยสองอย่างอยู่ในตัวคนเดียว
    นิสัยที่แท้จริงของคนเกิดวันที่ 5 ก็คือการเป็นคนมองโลกในแง่ดี เป็นคนมีเหตุผล และยอมรับความเป็นจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่จะไม่ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม ถ้าจะเปรียบกับหัวหน้าทีมกีฬา เขาก็เป็นหัวหน้าทีมที่ไม่เคยเสียใจเลย ถ้าทีมของเขา (หรือเธอ) ประสบความพ่ายแพ้ แต่ก็จะรีบไปปรับปรุงทีมเป็นการใหญ่ คราวหน้าไม่ควรจะแพ้อีก คราวนี้แพ้แล้วไม่เป็นไร เขาจะคิดอย่างนั้น
    คนเกิดวันที่ 5 จะเกลียดการถูกบังคับให้เป็นอย่างโน้นทำอย่างนี้ ถ้าเขารู้ตัวว่าถูกสั่งถูกบังคับ เขาจะมีปฏิกิริยาในการต่อต้านขึ้นมาทันที ท่านที่มีคู่รัก-คู่ครอง หรือบุตรธิดาเกิดวันที่ 5 จะต้องรู้ความจริงข้อนี้เอาไว้เป็นเบื้องต้นทีเดียว สมมติว่าแฟนของคุณเกิดวันที่ 5 และกำลังติดบุหรี่ ถ้าคุณไปบอกเขาว่า เขาควรงดบุหรี่ เขาอาจจะเลิกจากคุณไปเลย ทั้ง ๆ ที่เขาเห็นด้วยกับคำแนะนำของคุณและต้องบ้าอดบุหรี่อย่างจริงจัง แต่นั่นหมายถึงว่าเขาเลิกคบกับคุณไปแล้ว
    สิ่งที่คนเกิดวันที่ 5 ต้องการก็คือการเปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ ถ้าเขาเป็นเด็ก คุณก็ควรปล่อยให้เขาเล่นโลดโผนตามใจ เพียงแต่ดูแลอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงก็พอ และถ้าเขาเป็นคู่รักคู่ครองของคุณเกิดอยากเล่นกีฬาผาดโผน ลงทุนเสี่ยงทางธุรกิจ (หรือแม้แต่เขาคิดจะมีภรรยาอีกสักคน) ถ้าหากพอยอมได้ก็ควรยอม ถ้ายอมไม่ได้ท่านก็ต้องคัดค้านโดยวิธีหว่านล้อม ไม่ใช่วิธีชี้นำ เพราะคนที่เกิดวันนี้ต้องการที่จะได้แสดงความสามารถ ถ้าใครไปกีดขวางปิดกั้นไม่ให้เขาหรือเธอได้ทำในสิ่งที่ต้องการ แม้จะรักกันแสนรัก ก็อาจกลายเป็นศัตรูกันได้ทันที
    อย่างไรก็ตาม เขา (หรือเธอ) โดยปกติแล้วเป็นคนอ่อนหวาน ขี้เกรงใจและช่างเอาอกเอาใจ เขาจะดื้อต่อเมื่อถูกบังคับเท่านั้น
    คนเกิดวันนี้เป็นคนที่มีรสนิยมทางเพศสูง ชอบกิจกรรมทางเพศที่ประณีต เป็นคนกล้าได้กล้าเสียในเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อถึงบทสุดท้าย คุณอย่าได้เผลอไปแนะนำอะไรเขา (หรือเธอ) เป็นอันขาด ปล่อยให้เขา (หรือเธอ) มีความสุขอยู่กับแบบที่เขาต้องการจะดีที่สุด
    เขา (หรือเธอ) เป็นคนชอบเผด็จการก็ตรงนี้แหละ

    DEATH NOTE

    “มนุษย์ .. ผู้ใด .. ที่ถูกเขียนชื่อ-สกุล ลงในโน๊ตฉบับนี้ .. ต้องตาย!”
     
    Part I –  คดี คิระ
    เขาคือ พระเจ้า ผู้ลิขิตชะตา มนุษย์
    หรือคือ มนุษย์ ผู้อยากเป็น พระเจ้า
     
    อยู่ ๆ ในญี่ปุ่นก็เกิดคดีประหลาดเมื่อเหล่าอาชญากรต่างล้มตายเป็นใบไม้ร่วง  ด้วยสาเหตุเดียวกันนั้นคืออาการหัวใจวาย   - ผู้คนต่างยกย่องผู้พิพากษาชีวิตฆาตกรเหล่านั้นว่าเป็นพระเจ้าผู้พิทักษ์ความถูกต้อง  และเรียกเขาว่า   Kira   ( คิระ = Killer )  คดีคิระ กลายเป็นคดีที่ทำให้กรมตำรวจญี่ปุ่นปวดหัวที่สุด เพราะ เป็นคดีฆาตกรรมที่ฆาตกร  ไม่เคยทิ้งร่องรอยในการฆ่าเอาไว้เลย  ….
     
    ยางามิ ไลท์ ( ทัตซึยะ ฟูจิวาระ )  นักเรียนอัจฉริยะเจ้าของคะแนนสอบอันดับ 1 ของประเทศ  ประกาศตัวเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการกระทำของ คิระ  แม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายของนายตำรวจผู้รับชอบคดีนี้ก็ตาม...  ไลท์ เชื่อแนวคิดที่ว่า ในเมื่อกฎหมายไม่สามารถจัดการคนทำผิดได้  เราก็ต้องใช้วิธีอื่นจัดการคนเหล่านั้น
    DEATH NOTE
     
    จากสมุดโน้ตธรรมดาที่ ไลท์ เจอในคืนฝนตก  สมุดเล่มนั้นมีวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษเขียนเอาไว้ ว่า   “  D E A T H     N O T E   ”  คือ บันทึกของยมทูต และ เมื่อมันตกลงมาบนโลกมนุษย์ให้มันกลายเป็นสมบัติของมนุษย์ผู้เก็บมันได้  วิธีใช้   D E A T H     N O T E    ก็คือ  เขียนชื่อ – สกุล ของคนที่ต้องการฆ่า ลงใน   D E A T H     N O T E   โดยผู้เขียนจะต้องรู้จักหน้าตาของผู้คน ๆ นั้น  D E A T H     N O T E     ถึงจะส่งผลให้ คนผู้นั้นตายภายใน  40 วินาที  ซึ่งถ้าไม่ระบุสาเหตุการตาย  คน ๆ นั้นจะตายด้วยอาการ “ หัวใจวาย ”
    ***  มนุษย์ผู้สัมผัส  D E A T H     N O T E   จะมองเห็นยมทูตเจ้าของ   D E A T H     N O T E     ด้วย ***
     
    หลังจากที่ ไลท์ เก็บ   D E A T H     N O T E   ได้ เขาก็ใช้มันฆ่าอาชญากรทีละคนจากข้อมูลที่เขาเก็บไว้  และ สร้างรูปแบบของคดีฆาตกรรม คิระ ขึ้น เพื่อปั่นหัวกรมตำรวจ  ....
    จากความซับซ้อนของ   คดีคิระ  องค์กรตำรวจลับของโลก ได้ส่ง  L (  เคนอิชิ มัตสึยามะ  ) มาคลี่คลายคดี   เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็น “นักสืบอัจฉริยะ” ที่ไม่เคยคลี่คลายคดีไม่ได้  L ตรวจสอบจากรูปแบบการฆ่าจนรู้ว่า  ฆาตกรอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นเด็กมัธยม  และเป็นคนใกล้ชิดกับตำรวจ     เขาจึงส่ง  FBI มาสืบเรื่องนี้อย่างลับ ๆ     แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า  FBI  ที่ถูกส่งเข้ามาทุกคนกลับถูกฆ่าตาย  การตายของ  FBI   ทำให้  L  สงสัย  ยางามิ ไลท์  จนถึงขนาดติดกล้องสอดแนมจำนวน  67 ตัว ไว้ในห้องนอน  ไลท์  เพื่อสอดแนมพฤติกรรม     แต่กล้องสอดแนมจำนวน  67  ตัวก็ยังคงทำอะไร  ไลท์   ไม่ได้  เมื่อเขายังคงสร้างรูปแบบฆาตกรรมให้ดำเนินต่อไปได้ แม้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
     
    L  ท้าทาย ไลท์ หลายอย่างแต่ทุกครั้งก็ไม่เคยต้อนให้ไลท์จนมุมได้  จนกระทั่งเกิดคดี  ชิโอริ ขึ้น  “อาคิโนะ ชิโอริ” 
    คือ แฟนของไลท์   ที่ถูกคู่หมั้นของ FBI ที่ติดตามไลท์จับไป เพื่อบีบคั้นให้ไลท์ยอมรับว่า แท้จริงแล้ว  ไลท์ ก็คือ  คิระ
    L  ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด  เพราะสัณชาติญาณบางอย่างบอกเขาว่า  ไลท์  คือ ฆาตกร แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะนำ
    ไปสู่บทสรุปของคดีคิระ   L  และ ไลท์  ก็พบว่า  คิระไม่ได้มีคนเดียวเสียแล้ว  และนั่นหมายความว่า มี   D E A T H    N O T E    ในโลกนี้ถึง 2 เล่ม!!!
    November 22

    เวลาไม่เคยรอใคร

    เคยนั่งคิดมั๊ยว่าในหนึ่งวันเราใช้ชีวิตไปคุ้มค่าเพียงใด
     
    ความคิดนี้เริ่มแล่นขึ้นมาในหัวหลังจากที่เราได้ไปงานศพขอองคุณยายของเรา 
    ความรู้สึกที่ว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรให้คนๆนี้ได้รู้สึกดีไกับเราบ้างเลย แล้วเค้าก็มาจากเราไโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
    น้ำตามันก็จะไหล ความรู้สึกหลายอย่างในอดีตมันขึ้นมาบนหัว คิดถึงวันที่คุณยายได้พ่เราไปเที่ยว ซื้อขนมให้
    รวมทั้งเรื่องราวร้ายๆที่เราทำกับเค้า
     
    มันคิดมากไปหมดเลยอยากจะเจอกับเค้าอีกครั้งนึงอยากบอกเค้าว่า
    เรารักเค้ามากนะ ถึงเราจะไม่เคยไปเยี่ยมเค้าเเม้ซักครั้งเดียว แต่การที่เรา ตั้งใจดูเเลเค้าก่อนหน้านั้น เราทำด้วยความเต็มใจ เ
    ราอาจจะเคยรำคาญเค้าในหลายๆรื่องที่เค้าเป็น เเต่วันนี้เราเสียใจ เราเสียใจไม่ได้พูดไป รั
     
    กคุณยายมากๆนะครับ
    September 29

    แล้วจะดีเอง คิดว่างั้นนะ

               บางครั้งเวลาเราเสียใจ หรือรู้สึกไม่ดี
               การแสดงออกของเราคงไม่ใช่การ นั่งซึมเพื่อรอให้ใครมาเห็นใจ
               เพียงเพราะเราเข้าใจว่าการทำอย่างนั้นไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นหรอก
               มันอาจทำให้เราดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ

     เวลาเรารู้สึกแย่เรามักจะหัวเราะ การทำเช่นนี้มันมักจะทำให้เราลืมเรื่องเลวร้ายไปได้ทุกๆครั้ง และเมื่อกลับมาคิดถึงมันอีกครั้งนึง แน่นอนมันต้องรู้สึกแย่อีกแน่นอน แต่ทุกครั้ง ทุกครั้งที่เราได้หัวเราะ มันทำให้เราลืมเรื่องแย่ๆนั้นไปได้จริงๆ ดูไปคงเหมือนกับการหนี หนีความจริงที่เราต้องอยู่กับมัน คงเป็นเพราะเรายังไม่พร้อมที่จะรับรู้มั๊ง ไม่พร้อมจะแก้ไขปัญหาที่เข้าในตอนนั้น มองโลกในแง่ดีสิ แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง เหอะ...ก้อแค่คำปลอบใจตัวเองล่ะ ที่ใช้ได้ดีทีเดียวกับตัวเรา นั่นสินะ เวลารู้สึกว่าอะไรมันเลวร้ายก้อแค่มองโลกในแง่ดีซะสิ คิดอย่างนั้นแล้วสบายใจ หัวเราะได้อย่างสบายใจ คิดไว้นะ เวลาที่เรารู้สึกแย่ ยังมีเรื่องที่แย่กว่าของเราเสมอ

    "การที่เราหัวเราะ ไม่ได้แปลว่าเราต้องกำลังรู้สึกดีเสมอไป"

    อยากหัวเราะออกมาเพราะอยากหัวเราะจริงๆซักทีนะเนี่ย