มิกกิ's profileMikki_Zz_zzZ แห่งองค์กรล...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Mikki_Zz_zzZ แห่งองค์กรลึกลับกาลเวลาอาจเปลี่ยนได้ทุกสิ่ง แต่ความจริงไม่อาจเปลี่ยนได้โดยกาลเวลา |
|||||||||
|
|
|
|||||||
|
June 25 ถ้าอยากรู้สึกดี เวลามีเรื่องไม่สบายใจ คนเรามักมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เหมือนกัน ตามสไตล์การใช้ชีวิตและจุดยืนที่ต่างกันออกไป
แต่ตามสไตล์ ของ คุณกู หรือ ฉันนี่หละ จะเล่าการมีชีวิตอยู่เมื่อรู้สึกไม่สบายได้อย่างไร
ข้อเเรก :::
เมื่อไม่สบายใจ จงหาไอติม หรือไอศกรีม หรือ Ice-Cream เรียกอะไรก้อเหมือนกันหมดแหละ หามันซะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนจงหามันมาให้ได้ ข้อสำคัญ ให้เลือกรสที่ชอบที่สุด ห้ามเลือกรสที่ไม่ชอบเลยนะ ไม่งั้นมันจะกลายเป็น ทำให้ยิ่งหนักใจยิ่งกว่าเดิม พอได้มาแล้ว ก้อจัดการ กิน หรือรับประทานเข้าไปเลย ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าไอติม ฯลฯ จะไม่มีอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
แล้วความสบายใจก็จตามมาเอง บวกกับค่าไอติมที่ต้องจ่าย ก้อพอจะคุ้มอยู่นะ ^^
ข้อที่สอง :::
ลองมองอะไรจากที่สูง ลองขึ้นไปที่ๆสูงกว่าระดับน้ำทะเล แล้วกวาดสายตาลงมา ให้มองเห็นทุกอนูบนพื้นโลก ว่ามีอะไรบ้าง ถ้ายังไม่หาย ก็ไปที่ๆสูงกว่านี้อีก ยิ่งสูงยิ่งดี มองลงมาลึกๆ มองให้เห็นโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ มันมีอะไรวางอยู่บ้าง ถ้าจะให้ดี ลองหลับตาแล้วค่อยลืมตาขึ้นมาดูอีกทีก็ได้ จะเห็นว่า มันน่าหวาดเสียวแค่ไหน เราก็จะลืมความไม่สบายใจไปเอง ปล. วิธีนี้มีข้อห้ามคือ ห้ามกระโดดลงมานะ ไม่งั้นคงไม่สบายใจไปอกนานเลยทีเดียว -*-
ข้อที่สาม ข้อสุดท้ายละ :::
ข้อนี้ขอดูเปงพระเอกหน่อย ข้อสามคือ การมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ มองทะเลกว้างไกล มองไปเหอะ มองให้รู้สึกว่า มันกว้างซะจนไม่มีสิ้นสุด ไม่จบไม่สิ้น ทีนี้ลองนึกความคิด เวิ่นเว้อที่มี ว่าเอาไปใส่ให้ท้องฟ้ามันซะ คิดซะว่าเอาไปฝากไว้ จะได้สบายใจนะ ให้ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ รับความทุกข์ของเราไป แต่มันจะดูไม่ยุติธรรม ถ้างั้น เวลาท้องฟ้า ไม่สบายใจ เค้าก็จะกลั่นความไม่สบายใจเป็นฝนตกลงมา เราก็ไปยืนรับความทุกข์ของท้องฟ้าด้วยกัน จะได้ไม่เอาเปรียบกันดีมั๊ย เราก็สบายใจ ท้องฟ้าก็สบายใจ >< January 08 เขียน...น่าแปลกนะ ที่ครั้งหนึ่ง เราเคยได้รู้จักกับมันได้อย่างดีเลยที่เดียว แต่ ก็เหมือนกับว่า ยังไม่ได้รู้จักมันทั้งหมด ไม่รู้ว่า มันหวานขนาดนั้นมันจะขมไปได้อย่างไร ไม่รู้กระทั่งว่า เมื่อมีมันแล้วเราต้องทำยังไง เพียงแต่...เอ่ยปากพูดไป ว่าเรารู้จักกับมันดีพอแล้วนะ สิ่งนี้กลับกลายเป็นการกักความคิดตัวเองว่า เรารู้จักดีพอแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจให้มากมายเลยก้อได้ นั่นคงเป็นเหตุที่ทำให้เรากับมัน ไม่เคยรู้จักกันเลยก็เป็นได้ ทว่า วันนี้ เราไม่มีมันอยู่แล้ว แต่ว่ามันก็ยังคงไหลเวียนอยู่ภายใต้จิตและความรู้สึกมาจนถึงตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่มันสร้างไว้ ก็คือความรู้สึกต่างๆนาๆ รวมทั้งภาพต่างๆก็ได้ย้อนกลับมาภายในจินตนาการ เหมือนกับว่ากำลังบอกให้รู้ว่านี่แหละคือตัวจริงของมันเพียงแต่สิ่งนั้นก็ ได้รู้ได้คิดได้รู้สึกในคราวที่สายไปเสียแล้วเท่านั้น ทั้งหมดจึงกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ที่บางทีก็แสนเจ็บปวด แต่ทุกๆครั้งไปเมื่อมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม ได้เข้ามาในความรู้สึก ภาพของมันก็จะปรากฎออกมาอีกครั้ง แท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่มันหลบอยู่ภายในจิตใจของเรา เพื่อรอวันที่เราจะมอบมันให้กับใครอีกคนนึงที่พร้อมและยอมรับมัน ความ รู้สึกนี้ อาจไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด แต่ว่าความจริงนั้นอยู่ที่ตัวเราจักคิดจักเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ก็แล้วแต่ตัวบุคคล ซึ่งความคิดพิจารณานี้เป็นสิ่งที่เราคิดแต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ยิ่งคิดว่า รู้จักกับมันมากเท่าไร มันก็จะยิ่งห่างเราไปมากเท่านั้น สิ่งสำคัญคือควรปล่อยให้ความรู้สึก พาเราไปจนเจอกับมันด้วยตัวเอง "ความรัก" September 04 ไร้สาระ (อีกแล้ว)Mikki : แง่มๆ พักนี้เปื่อยจังเล้ยมีงานมีการทำแล้ว ก้อรุสึกเปื่อยๆพอได้งานเราก้ออยากไม่ต้องทำงานอะไรวะเนี่ย กุเปงบร้าไปแล้วเหรอเนี๋ย โอยยย เคียสๆๆๆๆๆ Shadow Mikki : เปื่อยอะไรไรของเอ็งวะ Mikki : !!! เฮ้ย...แกเป็นใคร ท..ทะมายหน้าตาเหมือนเรา Shadow Mikki : -*- กุก้อมึงนี่หล่ะ มึงก้อคือกุ กุเเค่อยากคุยกะตัวเองไม่ได้เร๊าะ Mikki : ง่ะ...ม่ะช่ายผีหลอกแน่นะ (กุกัวผี) Shadow Mikki : เออ..ไม่ช่ายโว๊ย เอ...ว่าแต่เห็นเมิงบ่นอะไรของเมิงอยู่ได้ กุรำคาญเลยออกมาคุยหน่อย เปงอะไรไปวะ ดูไม่เปงมึงที่เคยเปงเลย Mikki : นั่นสิ ดูไม่เป็นตัวเองแบบที่เคยเป็นเลย พักนี้ชีวิตบัดซบว่ะ Shadow Mikki : จะพูดถึงเรื่องอะไร งานเหรอ? ความรักเหรอ? Mikki : งานก้อด้วยแหละ ได้งานที่ๆไม่อยากทำ ก้อเลยเซ็งนินุง Shadow Mikki : ไอ้งานหนังสือน่ะเหรอ 55+ ช่ายๆๆ กุก้อรุสึก น่าเบื่อๆ นั่งทำไปหน้าเครียดไป แต่จะแคร์อะไรล่ะ ก้อไปลาออกมาแล้วนี่หว่า ได้ทำแมชชิ่งแทนแล้วก้อดีแล้วไง Mikki : อืม...นั่นสิ ไหงกุยังรุสึกแบบว่า ไม่ค่อยดีเลยว่ะ สงสัยเพราะกุไปทำให้บริษัทนั้นเค้าเสียเวลากะกุอะ กว่าเค้าจะรับ จะเรียกสัมภาษณ์ ก้อต้องใช้เวลา กุดันชิงลาออกซะงั้น T_T Shadow Mikki : เฮ้อ...ก้อเป็นแบบนี้ซะเรื่อยเลย เห็นใจคนอื่นมากไปป่าว คิดถึงตัวเองม่างก้อได้ Mikki : อืมๆ เอาวะ กุตัดสินใจแล้วนี่หว่า ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงกุได้เเล้ว สู้โว๊ยยยย!!! Shadow Mikki : นั่นไงๆ มันต้องอย่างงั้น ตัวกุต้องเข้มแข็งสิว่ะ โฮะๆ Mikki : เฮ้อ.... Shadow Mikki : ง่ะ เฮ้ย อะไรอีกว่ะเนี่ย (ทะมายกุเปงคนมีอไรให้คิดมากจังเลยเนี่ย) Mikki : ก้อ...ไม่รุว่ะ กุก้ออยากทำที่แมชชิ่งนะ แล้วก้ออยากวาดการ์ตูน อยาก เขียนหนังสือ อยาก~~~...ฉอดๆๆๆๆๆๆๆ Shadow Mikki : -*- (ฟ๊าววว!!! โป๊ก!!!)เจอสำลีปาหัวไป แสส Mikki : โอ๊ยยย! แกทำอะไรของแกว๊ะเนี่ย เจ็บนะเว้ย Shadow Mikki : เมิงอายุเท่าไหร่ Mikki : ทำไมวะ 22 จะ 23 แล้ว แล้วจะถามหาป้าอะไรวะ มันเกี่ยวอะไร กุเจ็บนะเว้ย Shadow Mikki : เรื่องของเมิง เมิงพึ่งจะ 22 กว่าๆ เมิงจะตายวันพรุ่งรึไงวะ สิ่งที่อยากทำน่ะ ไม่ใช่ว่าต้องทำเด๋วนี้ซะเมื่อไหร่ ไอ้บ้า จำไม่ได้เร๊าะ ว่าเคยคุยกุไอ้ยูมันไว้ว่าไง ความฝันน่ะ มันไม่ใช่จะสร้างได้ในวันเดียว (โป๊ก!!!) ขออีกทีเหอะ ขอโทษเถอะนะคับ กุยังเชื่อว่าตัวกุไม่ได้อ่อนแอขนาดนี้ ความฝันเมิงก้อความฝันเดวกะกุเนี่ยล่ะ ฉะนั้น เข้มแข็งไว้สิวะ Mikki : T_T ฮือออๆๆ เข้าใจแล้วๆ อะไรกันเนี่ย ไม่คิดว่ากุจต้องให้เมิงมาสอนเลยนะเนี่ย 555+ (ฟิ๊ว)บาทาไร้เงา!!! Shadow Mikki : เอ๋ง...เจ็บนะ จะเอาคืนเร๊าะ ไอ้ Mikki Mikki : หยุดนะ!!! ถ้ากุเจ็บ เมิงไม่เจ็บรึไง... Shadow Mikki : อ๊ะ!!! เออ เจ็บนี่หว่า เพิ่งรู้สึก T_T Mikki : บ้าบอจิงๆเลยนะ เอ็งเนี่ย Shadow Mikki : -*- กุก้อคือมึงนะไอ้บ้า Mikki : ถึงตอนนี้ จะเหงาแค่ไหนก้อเหอะนะ มุ่งตามความฝันดีกว่า Shadow Mikki : อาฮะ มันต้องอย่างน๊านนนน Mikki : ว่าแล้ว ไปดูบุญชู กันเถอะ ดีม่ะๆ Shadow Mikki : เออ ดีๆๆๆ กะลังอยากดูพอดี หุหุ Mikki : ฮามากอะ มันบอกว่า "ตัวฉัน ชื่อฟัก นาลสกุล อยู่แม้น ฟัก อยู่แม้น" Shadow Mikki : ก๊ากกกกกก~~~~ ฮาจิงว่ะ ไม่ได้ละต้องไปดู 555+ March 19 บทสรุปความเหงา"บทสรุปความเหงา คือการที่คนเราไม่ยอมหยุดคิด"
คำพูดนี้อาจใช้ได้ดีกับผมในขณะนี้...
ช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานกำลังจะหมดไป
หลายๆอย่างมันเข้ามาในชีวิตทำให้อะไรๆเปลี่ยนไป
เวลามันช่างเร็วเหลือเกิน เร็วเกินกว่าใจจะตามทัน ว่ามั๊ย
อะไรๆมันก้อเริ่มยากขึ้นกว่าเดิม ชีวิตมันเริ่มยากขึ้นกว่าเดิม
แล้วอะไรต่างๆที่ กระหน่ำเข้ามาในช่วงนี้มันทำให้ผมเริ่ม "เปื่อย" (ขอใช้คำนี้)
มันต้องทำอะไรซักอย่างให้อะไรๆแบบนี้มันจบไปซะที
เรื่องราวตั้งแต่เด็กจนถึงเดี๋ยวนี้ มันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
เรื่องอนาคตก้อเริ่มวิ่งผ่านมาบนหัว
คิดว่าทำยังไงกันปัจจุบัน เพื่อวันข้างหน้าจะได้อยู่ต่อไป
แล้ววันข้างหน้าจะอยู่ยังไง
แล้วตอนนั้นจะยังมีใครอยู่ด้วยกันหรือป่าว
แล้วทุกๆคนจะเปลี่นไปไหม
แล้วตัวเราจะเปลี่ยนไปไหมนะ
ยัง...
ยังฟุ้งซ่านได้อีก
ไม่รู้สินะ อยากให้ใครบางคน ไม่สิ
ตอนนี้อยากมีใครบางคนที่เข้าใจเรา
ขอแค่อยู่เป็นกำลังใจเท่านั้นแหละ
ขอแค่นั่งมองเรา คอยดูเรา
ไม่ต้องพูดอะไรก้อได้ ไม่ต้องให้กำลังใจแต่อย่างใด
แค่อยู่ แค่บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้ ก็พอ...
บทสรุปของสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ
คนเราถ้าหยุดความคิดได้ ตอนนี้ผมก็คงไม่เหงาล่ะมั๊ง
Mikki. February 16 ช่วงชีวิตหนึ่ง...ครั้งหนึ่ง...
เคยจำได้ว่าเพื่อนในคณะมีใครกันบ้าง(แม้จะจำได้ไม่หมด)
จำได้ว่าวันแรกของการเรียนก็โหดร้ายแล้ว
จำได้ว่า ที่มอโคตรกันดารเลย
ยังจำได้ว่าเราได้เล่นดนตรีที่นั่น จำได้ว่างูกะปเป็นอย่างไร
ยังจำได้เลย ว่าคนที่เข้าเรียนคาบ คอมกราฟไม่ทันต้องจ่าย 20 บาทเข้าคณะ
ยังจำได้ว่า เคยไปหนองจิกตอนเที่ยงคืน เคยจำได้ว่า ได้นั่งทำงานยันเช้า
เคยจำได้ว่า เวลากินข้าวกับเพื่อนๆคือเวลาที่มีความสุขที่สุด
ยังจำได้เลยว่าเคยง้อเพื่อน(ผู้ชาย)ยิ่งกว่าง้อผู้หญิงเสียอีก
เคยจำได้ว่าไปขี่จักรยานตอนฝนตก เคยจำได้ว่าได้เดินรอบมอเวลาที่เครียด
เคยจำได้ว่าโดนเพื่อนแกล้งในวันเกิด เคยจำได้ว่า รอเพื่อนอาบน้ามจนเราต้องโมโห
เคยจำได้ว่า หลังมอคือแหล่งอาหาร เคยใจำได้ว่านั่งทำสต๊อปโมชั่นอย่างสนุกสนาน
เคยจำได้ว่าชอบใครที่นั่น เคยจำได้ว่าเกลียดใครที่นั่น เคยจำได้ว่า โดนหลอกมายังไงบ้าง
เคยจำได้เวลาที่เราเศร้าจะมีเพื่อนคอยอยู่ข้างเรา
และที่สำคัญเราจำได้ว่า พวกเราคือเพื่อนกัน
และจะจำไว้ว่า เราคือเพื่อนกันตลอดไป December 05 พ่อหลวงขึ้นต้นก็ขอบอกกล่าวกันก่อนว่า...ที่เรามักจะพูดว่า
อยากจะถวายความจงรักภักดีต่อองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว....นั้น
เป็นคำพูดที่ผิด
เพราะความจงรักภักดี "ถวาย" ไม่ได้ เป็นนามธรรมเป็นความรู้สึก ต้องใช้คำว่า "แสดง" คือการกระทำให้เห็นว่า "รู้สึก" อย่างไร ? การแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดีนั้น ไม่ใช่เพียงแค่พูดว่า "รัก" หรือ "เทิดทูน" ด้วยลมปากเท่านั้น จะรักในหลวงเพียงแค่คำพูดเท่านั้นหรือ ? ทำไมไม่ "แสดง" ให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรหรือได้ทรงรับรับรู้ว่า เรารักพระองค์ท่านเพียงใด เวลาที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชกระแส ทรงมีพระกระแสรับสั่ง หรือทรงประทานข้อคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในโอกาสใด ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านต้องการให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน "กระทำ" ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การประพฤติปฏิบัติเป็น "คนดี "ของสังคม การไม่เบียดเบียนผู้อื่น การทำตัวเป็นประโยชน์ของสังคม การมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การประหยัดอดออม และอีกมากมายหลายอย่างหลายเรื่อง ที่ได้ทรงมีพระราชกระแส ถามว่า....เราจะเอาแต่ฟังพระองค์ท่านรับสั่งแค่นั้นเหรอ... เวลาที่พ่อแม่เราสอนอะไรให้เราฟัง...ให้เราเชื่อ....ให้เราทำตาม เรายังฟัง...เรายังเชื่อ....เรายังทำตามเลย แล้วนี่ปากเรา....ใจเรา.....บอกว่านับถือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.....นับถือพระองค์ท่านเป็น "พ่อ" เราจะไม่ปฏิบัติตามที่ "พ่อ" ของเราได้บอกกล่าวให้เราฟัง..ให้เราเชื่อ...ให้เราทำตาม...เลยหรือ ? เคยได้ดูรายการ "เจาะใจ" เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทางรายการได้เชิญคุณวิวัฒน์ มาร่วมรายการ คุณวิวัฒน์เคยทำงานในโครงการพระราชดำรินานถึง 15 ปี ปัจจุบันได้ออกมาเป็นเกษตรกรอิสระเต็มตัว ทำนา ทำไร่ ทำสวนเกษตร.... ประสบผลสำเร็จมากกมายมหาศาล
เพราะได้ใช้ความรู้ที่ได้รับมาจากความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงประทานเป็น "วิยาทาน" ให้ "คนทั้งแผ่นดิน"
คุณวิวัฒน์รู้จักหยิบ รู้จักเอาส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองอามาใช้ จะบอกว่า..ชื่นชอบที่คุณวิวัฒน์บอกว่า.... "สิ่งที่ในหลวงท่านบอกท่านพูดนั้นมีมากมายหลายเรื่อง แต่ถ้าเราเลือกเอาสิ่งที่ท่านพูดมาเพียงเรื่องเดียว แล้วนำเอามาปฏิบัติอย่างจริงจัง เอาเพียงเรื่องเดียวก็พอ ขอให้ทำอย่างจริงใจ ตั้งใจ
ด้วยใจที่มุ่งมั่น ก็น่าจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีที่ถูกต้อง และดีที่สุด"
(ข้อความอาจไม่ถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ความหมายรวมคงประมาณนี้)
ผมฟังแล้ว..เป็นปลื้ม....ถ้ามีคนไทยทำตามอย่างที่คุณวิวัฒน์บอกเพียงครึ่งเดียวของประชากรทั้งหมด... บ้านเมืองเราคงเจริญ....และพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่านี้ พวกเราทุกคนพร้อมกันหรือยังครับ... เลือกเอาสิ่งที่ "พ่อ" ท่านสอน ท่านบอก ท่านแนะนำ... เลือกเอามาเพียง 1 เรื่อง (อย่างน้อย) ก็พอ เพราะเวลาที่ "พ่อ" ท่านบอก...ท่านบอกแต่สิ่งที่ดีๆ ทุกเรื่อง แล้วตั้งใจทำอย่างมุ่งมั่น ด้วยใจที่อยากแสดงให้ "พ่อ" ท่านเห็นว่า เราทำตามคนที่เรารักบอก อย่ารัก "พ่อ" แต่ปาก แต่ขอให้รักด้วยการกระทำ ผมก็เชื่อว่า....สิ่งที่เรา (จะ) ทำตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำนั้น
เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการมากที่สุด
อย่าลืมนะครับ... อย่ารัก "พ่อ" แต่ปาก แต่ขอให้รักด้วยการกระทำ...... แล้ว..คุณล่ะครับ.... จะเริ่มต้น "รักพ่อ" ด้วยการกระทำอะไร ? November 29 ใบไม้...ต้นหญ้าลมแรงแค่ไหนก้อโอนอ่อน
ทานแรงไม่ไหวก้อไหวไปตามสายลม
ต้นหญ้ากับใบไม้ ดูจะเป็นความรู้สึกของเราได้อย่างถูกต้องเลยนะ
แต่ว่านะ ตอนนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน
ใจน่ะนะ
เหนื่อยใจ เราทำสิ่งที่คิดว่าน่าจะถูกต้อง
และโอนอ่อนต่อทุกคนได้
สุดท้าย กลับเดินพลาด
เสียอะไรหลายๆอย่างไปโดยไม่รู้ตัว
ผิดพลาด...
เฮ้อ...เราไม่ใช่เทวดานะ ที่จะมายอมให้ใครๆได้ทุกเรื่อง
ในความจริงเราก้ออยากจะยอมหรอก
แต่มันเหนื่อยจนทนไม่ไหว
กุจะไม่ไหวแล้วน้า
เฮ้อ...เอาเถอะ ให้กำลังใจตัวเองดีกว่า
สู้ๆเว่ยไอมิก
October 05 ไร้สาระ...ความว่างเปล่าบนความไม่ว่างเปล่า
Shadow Mikki : "ถามไรหน่อยดิว้า?"
Mikki : "มีอะไรก้อว่ามาดิว้า..."
Shadow Mikki : "ช่วงนี้ไมเอ็งดู ไม่ขยันเลยว่ะ"
Mikki : "-*- แล้วไมว่ะ ก้ออยากพักม่างอ่ะ เหนื่อยมาเยอะแล้วว่ะ"
Shadow Mikki : "เฮ้ย! งานจารย์โปร พี่ติ พี่ธเนศก้อยังไม่เสดเนี่ยนะ
ไหนจะทีสิดอีก พักได้ไงว่ะ"
Mikki : "กึก....."
Shadow Mikki : "พูดไรบ้างสิ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิตเอ็งเหรอ"
Mikki : "..."
Shadow Mikki : "เฮ้! เวลามันไม่รอหรอกนะเฟ้ยยยยย"
Mikki : "ว้ากกกกกกกกก ทำไมต้องเอามาพูดตอนนี้ด้วย รับไม่ได้แล้วนะ"
"ว้ากกกกกกกกก ทำไมงานมานช่างมากมายขนาดนี้ จะทนไม่ไหวแล้วนะเฟ้ย!" Shadow Mikki : "ไอบ้าเอ๊ย !!! เวลาแบบนี้ กำลังใจที่เอ็งมีมันหายไปไหนหมดว่ะเนี่ย
ไม่คิดว่านี่มันชีวิตนะเว้ย เครียดแทนตัวเองจริงๆว่ะ"
Mikki : "T_T ทำไมกัน ทำไมกันๆ ทำไมชีวิตตู ถึงได้ดูยุ่งเหยิงขนาดนี้ โว้ยยยยยยยย!" Shadow Mikki : "เฮ้ย...ใจเย็นสิ ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอนะ พี่ตูนบอกไว้ไง"
Mikki : "อ๊ะ! นั่นสินะ ...พี่ตูน... พี่ตูนอุตส่าห์พูดไว้ขนาดนั้น แล้วเรามัวทำอะไรอยู่นี่"
Shadow Mikki : "^^ (เริ่มคิดได้แล้วสินะ)"
Mikki : "งั้น...ขอเล่นเกมแป๊บนึงดีกว่า เฮ้อ สบายใจละ ได้โวยวาย 555+"
Shadow Mikki : "ง่ะ.....อะไรกันเนี่ย เจ้าบ้า!"
ตุ๊บ! ตั๊บ! ผลั่ก! ตู้ม!
Mikki : "อ้ากกกกกกกกกก โอ๊ยยยย "
Shadow Mikki : "ที่พูดพร่ำมาตั้งนาน แค่อยากระบายเเค่นั้นเร๊าะ!!! ฮึ่ม มันน่ามั๊ย...."
Mikki :"แอ๊!!!ขอโต๊ดก๊าบ ต่อจากนี้ จะตั้งใจทำงานแล้วก๊าบ"
Shadow Mikki : "หึๆ นั่นล่ะ อย่าให้เห็นอีกนะ ว่าแอบไปชิวอีกน่ะ ฮึ่ม!"
Mikki : "T_T คั๊บผม"
ไร้สาระพอแล้วเรา...
สุดท้ายคงต้องพยายามต่อไป
กับตัวเอง...และ
ความฝันอันแสนไกล
Mikki. October 01 สุรเสียงแห่งคำนึงมันเป็นวันนึงที่ฝนดูเหมือนจะตกแหล่มิตกแหล่
...
ค่ำคืนนั้นผมนั่งทานก๋วยเตี๋ยว ที่ทานกี่เที่ยวก้อไม่รู้ลืมรสมัน
หากแต่สิ่งนั้นมิใช่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอื้ออึงเท่า เสียงสั่นในย่ามที่ใส่ของกางเกงที่สวมใส่นั้นโทรศัพท์ผมดังขึ้น
เมื่อผมเอื้มมืออันน้อยนิด หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องนั้น ฉายเเววตามองไปที่หน้าจอ บังเกิดบุคคลผู้หนึ่งซึ่งโทรมาหาผมยามวิกาล
ความเงียบสงัดท่ามกลางความเดือดดาลของสังคมช่วงนั้น ผมกดปุ่มรับไปทั้งอย่างนั้นโดยมิลังเล
"เฮ้ย มิกพุ่งนี้กุไปเอาชีทที่หอมึงไดป่าววะ"
เสียงบุคคลผู้ซึ่งผมจำได้ว่าเค้าเป็นใคร บุลคลผู้ซึ่งรู้จักกันทั่วหน้าหล้านภาของคณะไอซีที
"เทพเเซม"
ความตื้นตันปรากฏบนใบหน้าของผม ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่ในสายตาของท่านผู้นั้น
ความปลื้มปิตินี้ทำให้ผมตกลงยอมรับทุกอย่างที่ท่าน....ผู้นั้นเรียกร้องมา
"ได้ๆ งั้นพุ่งนี้ จะไปติวที่ท่าพระ จะเอาชีทไปให้ด้วย"
"เฮ้ย... ไปเช้าๆนะ เด๋วกุอ่านไม่ทัน" "งั้นไปแปดครึ่งเลยดีม่ะ" "อื้อ" สิ้นเสี้ยงนั้น หลังจากวางสายนั้นไป หัวใจของผมก็พองโต
คืนวันนั้นผมนอนไม่ค่อยหลับ แม้จะนั่งนับแกะไปไม่รู้กี่ร้อยตัว ...
เช้าวันนั้น ผมตื่นมาแบบตื่นตระหนก
"8 โมงครึ่งตามนัดแล้ว เทพเเซมจะไปรอเรามั๊ยเนี่ย"
ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นมาหนักยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุวางอยู่กลางอก
ผมโทรไป แต่ท่านผู้นั้นก้อไม่รับความสะเพร่าของผม ผมจึงยิ่งเสียใจมากขึ้น
แต่ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ผมก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง "มิก เปลี่ยนเป็นเก้าโมงได้มั๊ย"
ผมก้อเริ่มเข้าใจ ท่านผู้นั้นขึ้นมาทันใด
หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก(เวลาใกล้เก้าโมง) "มิก เป็นเก้าโมงครึ่งนะ"
" -*- " วันนั้นสุดท้ายผมก้อได้เจอท่านผู้นั้นและนั่งอ่านหนังสือกัน
คำพูดที่ทำให้ผมประทับใจคำนึงหลุดออกมาหลังจาก
"แซม กุว่ารอโยดีกว่าจะได้อ่านรู้เรื่อง"
.
.
.
.
.
"เฮ้ย! อย่าหวังพึงคนอื่นสิ ต้องพึงตัวเอง!!!"
คำพูดนั้นจะเป็นคำที่ผมประทับใจและจะไม่มีวันลืมเลือนเลย
ขอบคุณเทพแซมมากครับ Mikki. September 29 วัันฝนซา...แห่งความทรงจำวันแรกของการเรียน ม.4 จำได้ว่า... "โอ๊ย!!!" "ใครเตะบอลมาทางนี้ เนี่ย..." "อ้าว..." เพื่อนผม 2 คน กำลังม่วนกับการเตะบอลพลาสติก "เล่นไรกันเหรอ" "เตะบอลไง มาเล่นด้วยกันดิ" "อื้อ ^^" คำชักชวนในวันนั้นสินะ ฟุตบอลเหรอ... สนุกจัง แล้วเย็นวันนั้น ผมก้อเดินกลับบ้านเหมือนทุกครั้ง ทีต่างไป คือผมได้เตะบอล ได้เล่นฟุตบอล แล้วฝนก้อ ตกลงมาซะอย่างนั้น นั่นไม่ได้ทำให้ผมหยุดยิ้มกับสิ่งนั้นได้เลย Mikki. ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
|||||||||
|
|